พงษกฤต ศรีพล
ตีพิมพ์บนเฟซบุ๊คส่วนตัวเมื่อ 10 กันยายน 2013 เวลา 6:52 น.


การพิจารณาการตัดสินทางจริยศาสตร์และศีลธรรมนั้น โดยพื้นฐานแล้วต้องพิจารณาว่า "ผู้กระทำ ได้ก่อกระทำผล อันอยู่ภายใต้การควบคุม และมีอิสรภาพที่จะเลือกกระทำได้หรือไม่" แน่นอนว่า พฤติกรรมที่เกิดจากความไม่มีอิสระในการกระทำ ย่อมไม่นับว่ามีการกระทำทางจริยศาสตร์เกิดขึ้นมาจริง ๆ เนื่องจากขาดปัจจัยที่เรียกว่า "Free Will" หรือ เจตจำนงเสรี
 
หากพิจารณาการตัดสินทางจริยธรรมในแบบของ Immanuel Kant นักปรัชญาชาวเยอรมันยุคโมเดิร์น แน่นอนว่า เจตจำนงเสรีนั้น รวมถึง อิสระที่ไม่ได้มาจากแรงโน้มตามธรรมชาติ อาทิ ความปรารถนา ความเสน่หา อารมณ์ ความรู้สึก แรงกดดันจากสภาพแวดล้อม ฯลฯ 
 
แต่มายาคติแห่ง "เพศ" นั้น เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีอิสระในการเลือกที่จะกระทำได้จริงหรือไม่? ถ้าหากเรามีการตัดสินใจทางจริยศาสตร์ขึ้น โดยยึดเอาคอนเซปต์หรือม่านแห่งความคิดเรื่อง "เพศ" มาตัดสิน ถือว่าการตัดสินทางจริยศาสตร์นั้นมีคุณค่าหรือไม่? ประเด็นนี้คือคำถามที่กว้าง และชัดเจนค่อนข้างมากในปัจจุบัน เหตุการณ์หลาย ๆ อย่างทำให้ปัจเจกบุคคลในสังคมเริ่มสงสัยหรือไม่แน่ใจในสถานการณ์ว่า ตนควรจะตัดสินใจอย่างไรดี?
 
ผมเคยตอบคำถามในกระทู้เว็บไซต์ชื่อดังแห่งหนึ่ง ในประเด็นที่น่าสนใจ คือ
บนรถขนส่งสาธารณะ ผู้ชายควรลุกให้ผู้หญิงนั่งหรือไม่?

ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่อยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบทางจริยศาสตร์พอดิบพอดี ผมจึงขอยกขึ้นมากล่าว เพราะไม่ใช่เรื่องการตัดสิน "ถูก-ผิด" หรือความถูกต้องของการกระทำตามครรลองแห่งความดีงามทางศีลธรรมธรรมดา ๆ เท่านั้น แน่นอนว่า ประเด็นที่หยิบยกมาได้ก้าวเข้าสู่ "ปริมณฑลแห่งเพศ" (Sexuality)

เจ้าของกระทู้ผู้ตั้งคำถาม ได้กล่าวอ้างถึง "ความเป็นสุภาพบุรุษ" "ความเท่าเทียม" "ความเสมอภาค" ซึ่งผมขอตัดประเด็นในสองประเด็นหลังออกไป เพื่อจะได้พูดถึง "ความเป็นสุภาพบุรุษ" มีผลกระทบต่อการตัดสินทางจริยธรรมอย่างไร และรากฐานของการสร้างวัฒนธรรม "สุภาพบุรุษ" มาจากไหน?

ในอดีตหากย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคแห่งการสร้างอารยธรรม เราทราบดีครับว่า สตรีเพศ ถูก "พิจารณา" ให้เป็นบุคคลที่มีสถานภาพทางสังคมที่เหลื่อมล้ำมากพอสมควร ในกรีกโบราณ สตรีไม่มีสิทธิมีเสียงในสภาประชาธิปไตยแห่งเอเธนส์ กฎหมายและกฎเกณฑ์ของรัฐ ถูกบัญญัติโดยสภาที่เป็นชาย และนำไปมีผลบังคับใช้กับบุคคลทุกผู้ในดินแดน รวมทั้งทาส หญิงและเด็ก ในยุคกลางยุโรป นับได้ว่าเป็นยุคที่คริสตศาสนารุ่งเรือง มีการให้ความสำคัญกับสตรีเพศค่อนข้างน้อยมาก เพราะพระเจ้า (God) ไม่ได้สร้าง "เพศหญิง" ขึ้นมาโดยตรงตามคัมภีร์ไบเบิล แต่พระเจ้าสร้างอดัมส์ (Adam) ขึ้นมาก่อน ... และ 'อีฟ' ถูกสร้างจาก ติ่ง หรือกระดูกซี่โครงของเพศชายอีกทีหนึ่ง และผู้ที่นำสู่ตราบาป หรือบาปกำเนิดตามความเชื่อโบราณของคริสตศาสนา นั่นก็คือ อีฟ ผู้หูเบาเชื่อในคำพูดของอสรพิษ เป็นเหตุให้อดัมส์ต้องตกอยู่ในคำสาปตลอดมาด้วย

แน่นอนว่า ความเชื่อและเรื่องราวเหล่านี้ อาจมาจากผู้มีอำนาจในการบันทึกประวัติศาสตร์ แต่ผู้ที่สร้างขึ้นมาก็มีความโน้มเอียงไปสู่บุรุษเพศมากกว่า แม้กระทั่งมาจนถึงยุคหลัง ๆ สตรีเพศยังคงได้รับการปฏิบัติในฐานะ ผู้เป็นช้างเท้าหลัง ของครอบครัว สตรีได้รับการปลูกฝังในเรื่องการเป็นแม่ศรีเรือน การเป็นศรีภรรยาที่ดี อันเนื่องมาจากเหตุผลสำคัญข้อหนึ่ง อันเป็นเหตุผลที่ก่อให้เกิดการสร้างวัฒนธรรมความเป็นสุภาพบุรุษ แต่เราทำและยอมรับสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จนแยกไม่ออกว่า เหตุเบื้องลึกหรือเจตนารมณ์นั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

การตีความกฎหมายนั้น มีหลักการทางนิติปรัชญาที่สำคัญคือ ต้องตีความตามเจตนารมณ์ของการออกกฎหมาย กฎหมายมีเป้าประสงค์อย่างไร แต่ตีไปคนละทิศคนละทางไม่ได้ เพราะผิดเจตนารมณ์ของตัวบทกฎหมาย ศีลธรรมและจริยศาสตร์เช่นกัน ในฐานะที่เป็นอีกมาตรหนึ่งของบรรทัดฐานทางสังคม การตีความศีลธรรมและจริยธรรมนั้น ก็ต้องดูที่เจตนารมณ์ว่า ทำไม บุรุษควรปฏิบัติต่อสตรีเพศอย่างนั้นด้วย ทำไมถึงมีค่านิยมที่ปลูกฝังว่า บุรุษ ต้องลุกให้สตรีเพศ หรือ บุรุษต้องช่วยเหลือสตรีเพศ

ตามที่ผมได้กล่าวไปก่อนหน้าแล้วนั้น เราถูกกระบวนการขัดเกลาทางสังคม การปลูกฝัง ถูกระบอบมายาคติสั่งการให้เราปฏิบัติจากสู่รุ่นโดยปราศจาการคิดพิจารณาถึงสาเหตุและแก่นของปัญหา ซึ่งแท้จริงแล้ว สภาพบริบททางสังคมในอดีตและปัจจุบันมีลักษณะที่ไม่เหมือนกัน แต่จากค่านิยมในอดีตที่ได้รับการสืบทอดมาโดยกลุ่มผู้ได้ประโยชน์ ก็ยังคงรักษาผลประโยชน์ต่อไป ส่วนผู้ที่ไม่หลุดออกจากค่านิยม บุรุษเพศ แน่นอนว่า เป็นผู้ที่เป็นเพียง "ร่างกายใต้บงการ" ตามคำพูดอันโด่งดังของ Micheal Foucault นักปรัชญาโพสโมเดิร์นชาวฝรั่งเศส ที่ถูกอบรมสั่งสอนมาว่า บุรุษ จะต้องช่วยเหลือสตรี 

ผมได้พูดถึงเรื่องเจตนารมณ์เพื่อการตีความ เราต้องมองให้ลึกว่า เจตนารมณ์การสร้างวัฒนธรรมความเป็นสุภาพบุรุษนั้น มีรากเหง้ามาจาก มุมมองที่เห็นว่า สตรีเพศ เป็นเพศที่อ่อนแอ บอบบาง ต้องช่วยเหลือโดยเพศชายเสมอ เป็นบุคคลิกที่ต้อง 'depend on' ในขณะที่ค่านิยมในการสร้างและอบรมเด็กผู้ชายจะต้องมีการให้เด็กผู้ชาย แสดงความเข้มแข็ง บึกบึน เล่นกีฬา เป็นผู้นำ และที่สำคัญ การปลูกฝังว่า ต้องช่วยเหลือ ผู้หญิงเสมอ ตรงนี้เหรือเปล่า ที่เป็นกรอบ ที่เป็นรากฐานของการสร้างระบบกลไล หรือแบบแผนวัฒนธรรม ความเป็นสุภาพบุรุษ อันมีผลกระทบต่อการตัดสินใจทางจริยธรรมต่อมา.. เพราะผู้หญิงและผู้ชาย ถูกสร้างมาไม่เหมือนกัน แน่นอนว่า เมื่อเราไม่เหมือนกัน เราควรจะมีมาตรฐานทางจริยธรรมเหมือนกันและเท่าเที่ยมกันได้อย่างไร? แต่ถ้าคุณเป็นกลุ่มสตรีนิยม (Femenist) คุณคงมีข้อโต้แย้งอยู่ภายในใจ แต่สิ่งที่ผมกำลังจะพูดต่อไปคือ ประเด็นการตัดสินทางจริยศาสตร์ของนั้น ต้องอยู่ภายใต้หลักการ "มาตรฐานเดียวกัน" คุณไม่สามารถใช้มาตรฐานของคุณ ไปตัดสินคนอื่นได้ และมาตรฐานนี้คือ จริยศาสตร์แห่งความเป็นมนุษย์ เหมือน ๆ กัน แน่นอนว่า.. คุณต้องทิ้งมายาคติเรื่อง "เพศ" ออกไปจากการตัดสินการกระทำ

สมหญิง และ สมชาย จะเป็นเพียงชื่อของบุคคลตามกฎหมาย แต่ไม่ใช่ "สุภาพบุรุษ" หรือ "สุภาพสตรี" ตามการตัดสินจริยธรรมภายใต้กฎเกณฑ์ "มนุษย์" เหมือนกัน (ถ้าหากเรายอมรับว่า ทั้ง ชาย และ หญิง ก็คือ มนุษย์ เหมือนกัน)

จากคำถามข้างต้น ผู้ชาย จำเป็นต้องลุกให้ผู้หญิงนั่งเสมอ หรือไม่? แน่นอนว่า เมื่อไม่มีผู้หญิง และ ผู้ชาย แล้ว คำถามจะกลายเป็นว่า

ฉันควรลุกให้ คุณคนนั้น นั่งบนรถโดยสารสาธารณะหรือไม่?

และแน่นอน จากคำถามข้างบน เมื่อตัดบริบทและม่านมายาแห่งเพศออกไปแล้ว จะเหลือระหว่าง มนุษย์ 2 คน ที่ต้องใช้มาตรฐานทางจริยธรรมที่เค้าใช้ร่วมกันในการตัดสินกรณีนี้ และผมเชื่อว่า ศีลธรรม บอกให้เราลุกให้ "บุคคลที่อ่อนแอกว่า" ซึ่ง "เพศหญิง ไม่ใช่ผู้ที่อ่อนแอเสมอ" เราจำตีตรามโนทัศน์ความ "อ่อนแอ" ให้กับสตรีเพศไปเลยไม่ได้! แต่ความอ่อนแอนั้นมีอยู่ในมนุษย์ทุกคน

คน ๆ หนึ่งประสบอุบัติเหตุจากการตกบันได ขาพลิก เดินก็ยังลำบาก แน่นอนว่าจะยืนโหนรถไฟฟ้าไปตลอด 20-30 นาที ก็คงทรมานพอสมควร 

ถ้าเรานำเรื่องเพศเข้ามาตัดสินในกรณีนี้ "คนขาเจ็บเป็นผู้ชาย" และ "คนปกติซึ่งเป็นผู้หญิง" แน่นอนว่า.. หลาย ๆ คนต้องตอบอย่างทันทีทันใดว่า อาจต้องช่วยคนขาเจ็บที่เป็นผู้ชาย เพราะเค้าอ่อนแอ และต้องให้ความช่วยเหลือมากกว่า แต่ถ้าเราตัดเพศหญิง เพศชายออกไป แน่นอนว่า หลาย ๆ คนก็ยังคงตอบว่า ต้องช่วยคนเจ็บ แสดงว่า ในกรณีนี้ (และอีกหลายกรณี) เราจะให้ความช่วยเหลือกับบุคคลหรือมนุษย์คนหนึ่ง เมื่อเค้าอยู่ในสภาวะไม่ปกติ เดือนร้อน อ่อนแอ บาดเจ็บ หรือทุกข์ทรมาน ไม่ใช่เพราะเขาเป็น "ผู้หญิง"และผมเห็นด้วยกับกลุ่มสตรีนิยม ที่ว่า "เพศหญิง" ไม่ใช่สัญลักษณ์ แห่งความอ่อนแอ ตามความคิดแบบดั้งเดิมที่สังคมพยายามปลูกฝัง แต่เพศหญิง คือ มนุษย์ผู้หนึ่ง 

ผมว่า "ม่านมายาคติทางเพศ" ไม่ใช่แค่ตัวแปรเดียว ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเราเท่านั้น แต่ยังมีความคิด ค่านิยม อื่น ๆ อีกมาก ที่จะมีผลต่อการตัดสินใจของเรา แต่เราจะยกให้มันเป็นคุณค่าทางจริยธรรมหรือศีลธรรมได้หรือไม่ ก็ต้องดูว่า มันมาจาก Free Will ของคุณจริง ๆ หรือเปล่า?

ท้ายสุดผมมี Quote ที่น่าสนใจสำหรับกลุ่มสตรีนิยม ที่ออกมาเรียกร้องความเสมอภาค ซึ่งแม้ผมจะเป็นผู้ชาย แต่ผมต้องยอมรับว่า ผู้หญิง ก็คือมนุษย์คนหนึ่ง เช่นเดียวกัน ดังนั้น เราจึงควรยืนอยู่บนมาตรฐานการตัดสินเดียวกัน

Are women human?
สตรี คือ มนุษย์ ไหม? คือใช่ ก็ควรใช้เกณฑ์จริยธรรมของมนุษย์ในการตัดสินไม่ใช่หรือ? 

"Feminism is the radical notion that women are people."
Charls Kramarae and Puala Treichler 

"Men are taught to apologize for their weaknesses, women for their strengths."
Lois Wyse 

Comment

Comment:

Tweet