เป็นที่น่าจับตามองเกือบทุกปี หลังจากที่ “นักเรียน” ได้ทุ่มเทใช้ความพยายามจนสามารถสอบเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาได้ ทุกๆ สถาบันก็จะมีกิจกรรมเพื่อสร้างความสนิทสนมกลมเกลียว และหล่อหลอมนักเรียนจากที่ต่างๆ ให้เป็น “นิสิต หรือ นักศึกษา” ตามค่านิยมและระบบประเพณีของแต่ละสถาบัน ซึ่งในหลายๆ ปีมานี้ ข่าวคราวของการรับน้องที่รุนแรงปรากฏให้เห็นชัดเจน บางที่ก็มีเหตุการณ์ที่น่าสลดใจเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากกิจกรรมการรับน้องที่เกินขอบเขต ทำให้เราต้องหันมาถกเถียง และหันมาพิจารณาประเด็นการรับน้องใหม่ของสถาบันการศึกษาที่ทำอย่างไรจึงจะแก้ไขหรือควบคุมระบบประเพณีเหล่านั้นไว้ได้

ประเด็นที่สำคัญประเด็นหนึ่งก็คือ “ระบบคุณค่า” และ “ระบบประเพณี” ที่ถือสังคมยอมรับและปฏิบัติกันมายาวนาน หรือเป็นสิ่งที่คนในสังคมเห็นชอบร่วมกัน และหากเรากระทำตัวที่ผิดแผกแตกต่างจากกระแสประเพณี เป็นที่แน่นอนเลยว่า คุณกำลังวางตัวในแนวขวางกระแสสังคมอยู่ ผลที่ได้รับอาจทำให้คุณต้องถูกปฏิเสธจากสังคมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง คล้ายกับลักษณะของปทัสถานทางสังคมที่เราต้องปฏิบัติตาม นอกจากนี้ยังพบว่าสถานศึกษาบางแห่งมีการสร้างกฎหมู่ ที่เหนือกฎหมายขึ้นมา เพื่อเป็นข้อปฏิบัติระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้อง โดยลืมไปว่าตนเองอาจกระทำสิ่งที่เกินขอบเขตข้อตกลงของ “รัฐ” แต่บางแห่งก็ยอมรักษากฎหมู่เพื่อให้เกิดการยอมรับในกลุ่มของตน ซึ่งนี่เองเป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่บ่งบอกว่า “ปัญญาชนของรัฐ” กำลังคิดอะไรกันแน่?

จริงๆ แล้วนั้นมีนักปราชญ์สมัยกรีกโบราณเคยกล่าวไว้ว่า “ชีวิตของมนุษย์ส่วนใหญ่มีรากฐานอยู่บนขนบประเพณี โดยทั่วไปแล้วหมายถึงแนวโน้มของมนุษย์ที่จะยอมรับว่าสิ่งที่ดี คือสิ่งที่สอดคล้องกับขนบธรรมเนียมประเพณีทีได้ปฏิบัติกันต่อมาเป็นระยะเวลานาน” และนี่คือจุดสำคัญที่ทำให้นักคิดในสมัยนั้นอย่าง “โสเกรตีส” ถูกพิพากษาประหารชีวิตอันเนื่องมาจากการดำเนินตนขัดกับระบบประเพณีดั้งเดิมในเรื่องการนับถือเทพเจ้าและอื่นๆ เนื่องมาจากมนุษย์ยังคิดว่า “ขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นสิ่งที่สำคัญกว่า เหตุและผล” หากเราคิดต่าง เราก็ผิด และถูกกำจัด

แท้จริงแล้วประเด็นสำคัญอยู่ที่การปฏิรูประบบคุณค่าของสถานศึกษา เพราะสถานศึกษาคือแหล่งปัญญาความรู้ ที่นิสิตนักศึกษาต้องยืนอยู่บนหลักแห่งเหตุและผล ต้องเข้าใจวิธีคิดเชิงตรรกะอย่างถูกต้อง ในฐานะที่เป็นปัญญาชน ดังนั้นกิจกรรมการรับน้องใหม่ก็ควรดำเนินตามแบบแผนที่อาศัยวิธีคิดแบบเหตุผลมาเกี่ยวข้อง ว่าเพราะเหตุใดเราจึงต้องมีกิจกรรมห้องเชียร์? หรือ เพราะเหตุใดน้องๆ จึงต้องเคารพรุ่นพี่? ถ้าหากคำตอบที่ออกมา คือ “ประเพณีที่เราทำสืบทอดต่อกันมา” นั่นก็คือคำตอบขาดวิธีคิดเชิงตรรกะ ซึ่งคือผลเสียที่จะทำให้อนาคตของชาติยังคงติดร่างแหกับระบบประเพณีที่ผิดๆ กิจกรรมการรับน้องใหม่ ควรเป็นกิจกรรมที่แสดงว่าสถาบันการศึกษานั้นๆ เป็นสถาบันที่สอนการคิดเชิงเหตุผลได้ ซึ่งถ้าหากสถาบันการศึกษายังคงรักษาประเพณีดั้งเดิมโดยปราศจากการคิดเชิงเหตุผล นั่นเป็นเครื่องหมายที่แสดงให้ทราบว่า สถาบันการศึกษานั้นๆ ไม่ได้สอนให้มนุษย์พัฒนาตนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้เลย

จากที่กล่าวมาข้างต้น กิจกรรมรับน้องยังคงดำเนินต่อไปได้เพื่อรักษาระบบคุณค่าของมหาวิทยาลัยเอาไว้ โดยยึดพื้นฐานของเหตุผล เริ่มจากการตั้งคำถามว่ากิจกรรมที่มีอยู่ทั้งหมด เราจัดกิจกรรมเหล่านี้เพื่ออะไร? บางกิจกรรมควรตัดออกไปหรือไม่ หรือควรปรับปรุงรูปแบบใดๆ เพิ่มเติมหรือเปล่า? เรื่องเหล่านี้นิสิตนักศึกษาต้องร่วมกันหารือกับผู้บริหารสถานศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วน และที่สำคัญควรป้องกันการสร้างกฎหมู่ในสถานศึกษา หรือป้องกันค่านิยมที่ผิด โดยการประกาศเป็นกฎของมหาวิทยาลัย หรือเจ้าหน้ารัฐควรเข้ามาควบคุมเรื่องเหล่านี้ด้วย เพราะบางทีกฎหมู่ เป็นภัยอันร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติ ที่จะถูกปลูกฝังไปยังเยาวชนรุ่นต่อๆ ไป

Comment

Comment:

Tweet

ขอให้รับน้องกันอย่างสร้างสรรค์ อย่าใช้ความรุนแรงนะคับbig smile