แนวความคิดปรัชญาหลังสมัยใหม่นั้นสืบเนื่องมาจากการมองเห็นจุดอ่อนและความไม่เสถียร หรือปัญหาของแนวความคิดในยุคสมัยใหม่ (Modern) ซึ่งจะเชื่อและยึดถือ “เหตุผล” และระเบียบ วิธีการ กฎเกณฑ์ต่างๆ การพยายามสร้างความสมเหตุสมผลของชุดความรู้ต่างๆ การนำเหตุผลมาใช้เป็นเครื่องสร้างความน่าเชื่อถือ แต่ในขณะที่ปรัชญาหลังสมัยใหม่กลับสงสัยและตั้งคำถามชุดความรู้หรือแนวคิดต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาในสมัยใหม่ พยายามโต้แย้งและวิพากษ์วิจารณ์ปรัชญาสมัยใหม่ว่าสามารถขับเคลื่อนสังคมให้ไปสู่จุดหมายที่ดีจริงหรือเปล่า หรือพยายามทำให้มนุษย์ก้าวหน้าขึ้นจริงหรือไม่?

 

                สิ่งหนึ่งที่แนวคิดทางปรัชญาหลังสมัยใหม่ (Postmodern) วิพากษ์วิจารณ์แนวคิดปรัชญาของยุคใหม่ (Modern) ว่าแนวคิดหรือชุดความรู้ต่างๆ ของสมัยใหม่เป็นเพียงกระจกเงาสะท้อนความจริง หรือเป็น Reflective Philosophy โดยยึดความเป็น Subject หรือยึดตนเองเป็นศูนย์กลางของความคิด นักปรัชญาสมัยใหม่รู้จักตนเอง รู้จักมนุษย์โดยเพียงแค่พิจารณาหรือดูตัวเองผ่านกระจกเงา หรือการสร้างชุดความรู้ แนวคิดต่างๆ ผ่านการรับรู้หรือแนวคิดของตัวเรา ซึ่งการเกิดขึ้นมาขององค์ความรู้หรือแนวคิดเช่นนี้ เกิดมาจากธรรมชาติที่มนุษย์พยายามที่จะหาคำอธิบายจากสิ่งที่ตนเองพบเจอหรือคิด แต่อย่างไรก็ตาม แนวความคิดก็ยังมาจากตัวเราเอง หรือคนๆ หนึ่งเอง เช่น เดส์การ์ต นักเหตุผลนิยม ในสมัยใหม่ พิจารณาความคิดของตนผ่านกระบวนการหยั่งรู้ (Intuition) เพื่อให้ได้ความรู้ที่ตนคิดว่าเป็นความจริง ตามกรอบความเชื่อของเดส์การ์ตเอง นั่นคือ แม้ว่าเดส์การ์ตจะสรุปองค์ความรู้หรือปรัชญาของตนออกมา แต่มันก็เป็นเพียงภาพสะท้อนความคิดของตนเองเพียงคนเดียว นอกจากนี้ความรู้หรือแนวคิดปรัชญาของแต่ละคนก็ถูกอธิบายแตกต่างกันไปตามมุมมองของแต่ละบุคคล เช่น สปิโนซา ไลป์นิซ แม้จะเป็นนักปรัชญาเหตุผลนิยมเหมือนกัน แต่ความคิดหรือปรัชญาที่อธิบายก็มีมุมมองที่แตกต่างกันออกไปบ้าง หรือมีความคิดที่ปฏิเสธขัดแย้งกับนักปรัชญาฝ่ายประสบการณ์นิยม อย่างจอห์น ล็อค ฮิวม์ หรือค้านท์เอง แต่ละบุคคลก็จะมีมุมมองต่างกันไป

 

                การมีมุมมองหรือชุดความรู้ที่แตกต่างกันไปของแต่ละบุคคลของปรัชญาสมัยใหม่นี้ เป็นปัจจัยที่เอื้อให้เกิดความขัดแย้งและการปะทะ (ปรัชญาหลังนวยุค: ศ.กีรติ บุญเจือ) ซึ่งล้วนเกิดมาจาก การยึดมั่นถือมั่นในความคิดของปรัชญาสำนักที่ตนยึดถือ เชื่อมั่น หรือชุดความรู้หรือปรัชญาในแต่ละสำนักก็จะเชื่อ และยึดมั่นในคำอธิบายต่างๆ ที่ยืนอยู่บนพื้นฐานของสำนักตนเอง นำไปสู่ความขัดแย้ง ซึ่งผลของความขัดแย้งที่สังคมหลังสมัยใหม่ต่างรู้สึกและเข้าใจก็คือ “สงครามโลก” อันเป็นสิ่งที่นักคิดหรือนักวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมหลังยุคสมัยใหม่ต่างเชื่อว่า นี่คือจุดล้มเหลวครั้งสำคัญของโลกยุคใหม่ (Modern) ซึ่งการยึดมั่นถือมั่นในความคิดของตนเองมีลักษณะเหมือนกับ Language Game (อ.ดร.เกษม เพ็ญภินันท์) ซึ่งเป็นชุดของความรู้ที่มีบ่งบอกความเป็นกลุ่ม / ชุด / สำนัก ซึ่งความรู้นั้นจะบ่งบอกและตัดสินตนเองจากกรอบที่ตนเองรู้หรือยึดถือ เช่น ถ้าเรายึดมั่นและเชื่อในเหตุผลนิยม เราก็จะอธิบายความคิดหรืออธิบายสิ่งต่างๆ ผ่านมุมมองของปรัชญาแนวเหตุผลนิยม อย่างเช่น เดส์การ์ต สปิโนซา ไลป์นิซ เป็นต้น หรือ ถ้าหากเราถูกกรอบความคิดแบบประสบการณ์นิยม กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการอุปนัยต่างๆ ครอบงำเราอยู่ เราก็จะเชื่อและตัดสินสิ่งต่างๆ บนพื้นฐานของกรอบความคิดนั้นเป็น ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันเราถูกอบรมและสอนให้เชื่อในการวิจัยด้วยแบบแผนแบบวิทยาศาสตร์ ใช้วิทยาศาสตร์หรือการศึกษาเชิงประจักษ์เป็นเครื่องมือในการได้มาซึ่งความรู้ และเราจะยอมรับความรู้ต่างๆ ที่ได้จากประสาทสัมผัสและการทดลองซ้ำและซ้ำอีกเท่านั้น ไม่เช่นนั้นเราก็จะไม่เชื่อ และอ้างว่าสิ่งนั้นไม่เป็นความรู้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ถ้าหากเรายืนอยู่บนฐานของ Language Game ที่แตกต่างกัน เราก็จะตัดสินและประเมินสิ่งต่างๆ ด้วยเกณฑ์และแนวคิดตาม Language Game ที่ครอบงำเราอยู่ นำไปสู่ความขัดแย้ง และการไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน

 

                ในขณะที่เกิดความขัดแย้งและเกิดชุดความรู้ต่างๆ มากมายในสมัยใหม่ (Modern) แต่ว่านักคิดในยุคหลังสมัยใหม่ (Postmodern) ได้พยายามลดทอนความขัดแย้งต่างๆ โดยทำการศึกษาและวิพากษ์แนวความคิดหรือชุดความรู้ในแต่ละชุด แทนที่จะกระโจนขึ้นไปเหยียบบนฐานของ Language Game ชุดใดชุดหนึ่ง แต่นักคิดยุคหลังสมัยใหม่เชื่อว่า มนุษย์เราควรยอมรับความแตกต่าง (Heterogeneous) ที่เกิดขึ้นมากมาย ควรเข้าใจและคิดหาคำตอบโดยไม่อิงชุดความรู้เดียว แต่ให้เข้าใจว่าคำถามหนึ่งคำถามอาจจะมีได้หลากหลายคำตอบ ในลักษณะที่เป็นแบบพหุนิยม (Pluralism) เพราะไม่มีหนทางหรือกฎเกณฑ์เดี่ยวตายตัวที่นำไปสู่ความรู้ที่แท้จริง หรือความสมบูรณ์ของโลก เหมือนความเสียหายต่างๆ มากมายจากผลของสมัยใหม่ ที่ไม่ยอมรับความคิดที่แตกต่าง พยายามสร้างกฎตายตัว

 

                ส่วนตัวแล้วนั้น คิดว่าปรัชญาหลังยุคสมัยใหม่ (Postmodern) พยายามสร้างบรรยากาศของสังคมและโลกของความรู้ให้รู้จักการลดทอนการปะทะหรือการยึดมั่นในกรอบความคิดของตนเองหรือความเป็นอัตนัยนิยม (Subjectivity) พยายามสร้างความเข้าใจ สร้างพื้นที่ให้กับแนวความคิดของแต่ละสำนักหรือชุดความรู้แต่ละแบบที่ผ่านการสะท้อนจากมุมมองแบบอัตตาของยุคสมัยใหม่ (Modern) มามองภาพรวมหรือองค์ความรู้ในแต่ละชุด มองความหลากหลายแบบวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งส่วนตัวคิดว่าปรัชญาหลังยุคสมัยใหม่พยายามทำให้เราหลุดพ้นออกจากการยึดมั่นในความคิดของตนเอง ให้หันไปมองสังคมรอบด้าน องค์ความรู้ต่างที่ได้มา ควรมาจากความหลากหลาย ไม่ใช่มาจากตนเพียงคนเดียว นอกจากนี้ ทำให้เราหันมาพิจารณากับระบบการศึกษาหรือแม้กระทั่งวิธีคิดของตัวเราเองว่าเราติดกับฐานของ Language Game บางอย่างหรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่าปัจจุบันเราเติบโตมากับสังคมที่ใช้ “วิทยาศาสตร์” เป็นเครื่องมือทางการศึกษาหาความรู้ ความรู้จิตวิทยา กฎหมาย รัฐศาสตร์ ฯลฯ ล้วนต้องผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้เป็นที่ยอมรับ และเรามีแนวโน้มที่ค่อนข้างจะไม่เชื่อใน “ความคิด” ที่ปราศจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ไร้สาระ แต่ปรัชญาหลังสมัยใหม่ทำให้เรารู้จักยอมรับความคิดเห็นของคนอื่น อย่างน้อยเราต้องรู้จักรับฟังและเอามาวิพากษ์และตรวจสอบ ซึ่งทั้งหมดแม้ปรัชญาหลังสมัยใหม่จะไม่ได้สร้างชุดความรู้ใดๆ มากมายขึ้นมา แต่กลับเป็นยุคแห่งการจุดประกายให้มนุษย์หลุดออกจากอะไรบางอย่างที่กักขัง หน่วงเหนี่ยวตนเองไว้ (อำนาจ, กระบวนทัศน์บางอย่าง, ฯลฯ)  นำมาสู่การปลดปล่อยและสร้างสังคมที่น่าอยู่ขึ้นมา

Deconstruction model: การปลดแอกโครงสร้างของยุคโมเดิร์น นำสู่โครงสร้างที่ไร้ระเบียบ
 

Comment

Comment:

Tweet