พวกเรายืนอยู่ท่ามกลางผลพวงของการเปลี่ยนแปลงและการปฏิวัติระบบรากเหง้าทางสังคมสืบเนื่องมาตั้งแต่คริสตวรรษที่ 18 ยุคแห่งการเจริญงอกงามทางปัญญาและเหตุผลและการเปิดประตูสู่วิทยาศาสตร์ที่มนุษย์ต่างยอมรับกฎเกณฑ์ร่วมกันของความรู้จากเครื่องมือชนิดนี้ โดยไม่สงสัยในอำนาจหรือคลางแคลงใจในผลกระทบที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในปัจจุบัน เพราะตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สังคม อารยธรรม วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ซับซ้อนเกินคาดเดา และเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบเอ็กซ์โพเนนเซียลไปในทางบวกมากขึ้น

 

นับตั้งแต่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามามีอิทธิพลและเหนี่ยวนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม (หากมองโลกทัศน์ตามสังคมวิทยาสำนักโตรอนโต: เชื่อว่าเทคโนโลยีเป็นตัวแปรสำคัญยิ่งยวดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง) มนุษย์รุ่นหลังเริ่มเฉยชินกับระบบ เริ่มปล่อยให้ระบบหมุนไปตามฟันเฟืองที่ถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มผู้มีอำนาจ หรือมือที่มองไม่เห็น (ก็แล้วแต่) นั่นคือมนุษย์ทำตัวเป็นเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ที่ขี้เกียจกับการครุ่นคิดสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว ซึ่งก็น่าเห็นใจอยู่ไม่น้อย เพราะสังคมรูปแบบใหม่มีเรื่องวุ่นวายให้น่าปวดหัวไม่รู้แต่ละชั่วโมง แต่ละวัน แต่ละเดือน จนเราเฉยและชินชากับมัน

 

น่ายินดีมิใช่น้อยที่เราอยู่ในยุคแห่งการเจริญงอกงามทาง "วัตถุ" หรือ "กลไก" ที่ขับเคลื่อนไปโดยอัตโนมัติ เราต่างโหยหาและใช้แรงจูงใจขั้นปฐมภูมิ (Primary Motivation) ในการหมุนและขับเคลื่อนไป และน่ายินดีที่พัฒนาการอย่างก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีส่งผลให้มนุษย์ยุคเราอยู่ในสังคมที่เรียกว่า "Globalization" หรือ โลกาภิวัตน์ อันเป็นผลมาจากข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีที่เือื้ออำนวยความสะดวกในเชิงพื้นที่และเวลา ให้แก่เรา เพียงมนุษย์เข้าถึงเทคโนโลยี มนุษย์ก็สามารถมีปฏิสัมพันธ์แบบ real time กับมนุษย์อีกคนที่อยู่คนละขั้วของโลก นั่นคือ เราอยู่ใกล้ชิดกัน ด้วยเทคโนโลยี และนั่นก็ช่างง่ายเหลือเกินที่ข้อมูลข่าวสารจำนวนมหาศาล (ซึ่งมันมากเกินไป) จะถาโถมเข้าสู่ปัจเจกบุคคลได้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส แต่สิ่งหนึ่งที่ำทำให้เกิดมิติสัมพันธ์ทางด้านพื้นที่และเวลา ก็คือ ระบอบการปกครอง 

 

พวกเราอยู่ในประเทศไทย แน่นอนว่าเราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่ให้เสรีภาพแก่ปัจเจกบุคคลในการคิด พูด และแสดงความคิดเห็น หรือมีพื้นที่เสรีให้แก่พวกเรา (????!!!!) เราสามารถเข้าถึงข้อมูลมากมายเหล่านี้ได้ง่ายๆ หากเรามีเทคโนโลยีที่รองรับ แต่ในที่นี้จะไม่มาประชดประชันหรือถามหาเสรีภาพหรือความประชาธิปไตยอะไร (นั่นเป็นเรื่องอำนาจรัฐกับปัจเจกบุคคลหรือประชาชนในรัฐ) ในขณะที่ประเทศบางประเทศ ระบอบการปกครองหรืออุดมการณ์ที่ยึดความเสถียรภาพหรือความมั่นคงของรัฐมากกว่าเสรีภาพของปวงชน แน่นอนว่าพื้นที่เสรีภาพมันก็อาจจะไม่ได้เกิดขึ้น ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงมหาสมุทรแห่งข้อมูลข่าวสารได้ ประชาชนในรัฐนั้นถูกกำแพงหรือผู้มีอำนาจรัฐกักขัง หรือป้องกันมิให้มวลข้อมูลทะลักเข้ามา ทางใดก็ทางหนึ่ง

 

การแหวกว่ายของข้อมูลในทุกทิศทาง

 

แน่นอนว่า ข้อมูลที่แหวกว่ายจำนวนมากมายหรือมหาศาล มันเป็นของคนที่เข้าถึงข้อมูลได้ แต่ต้องอย่าลืมสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งว่า ข้อมูลเหล่านี้อาจเต็มไปด้วยมายา หรือคำชวนเชื่อที่จะหลอกลวงความใสซื่อบริสุทธิ์ของคุณ จนเป็นเหยื่อหรือจมไปกับข้อมูลที่น่าขยะแขยงเหล่านั้น หรือยิ่งกว่านั้น พลังของมันอาจแม้กระทั่งทำลายเสถียรภาพและโครงสร้างของรัฐและสังคมได้อย่างไม่น่าเชื่อ ถ้ามันช่วยเสรืมให้สังคมแข็งแรงหรือมีเสถียรภาพมากขึ้นมันก็จะดีอย่างมาก แต่พลังในเชิงลบของมันจะซึมแทะจนเป็นบ่อนทำลาย "สังคม" ที่อุตส่าห์ก่อตัวและร่วมสร้างมานานนับพันปี นี่เองที่รัฐและผู้มีอำนาจจะต้องมีผู้บริหารจัดการและรับมือกับเทคโนโลยีและการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารให้ดี และที่สำคััญ นี่เสมือนกับเส้นดายของแนวคิดเชิงปัจเจก และสังคม ว่าต้องการพื้นที่เชิงเสรีภาพ หรือต้องการรักษาเสถียรภาพให้กับรัฐ? ผู้บริหารต้องจัดการ เพราะการโน้มเอียงเข้าฝ่ายใดหรือข้างใดมากๆ ย่อมทำให้เส้นดายขาด 

 

นี่คือปฏิภาคของระบอบการเมืองการปกครองและพลังโลกาภิวัตน์ ในอีกมุมมองหนึ่ง

Comment

Comment:

Tweet