ว่าด้วยเรื่องของความเป็นระดับมูลฐานของสิ่ง

 

จักรวาลประกอบไปด้วยองค์ประกอบย่อยๆ เป็นมูลฐาน

 

ธาตุที่เราเรียนตอนมัธยม ก็มีมูลฐานของมัน เป็นอะตอม

 

อะตอมก็ยังแยกย่อยลงไป มีถึงระดับนิวเคลียส อิเล็กตรอน 

 

อิเล็กตรอนก็ยังมีอนุภาคระดับมูลฐานที่เป็นระดับควาร์ก 

 

ว่าด้วยเรื่องของ สังคม และ ปัจเจกบุคคล

 

คำนิยามของสังคมบอกว่า "สังคม" คือคนที่ประกอบด้วยตั้งแต่  2 คนขึ้นมา มาอยู่ร่วมกัน

 

ฉะนั้น ปัจเจกบุคคล ก็คือมูลฐานของสังคมนี่เอง.. 

 

ผมเห็นคำขวัญหนึ่งเขียนในป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่ในระหว่างการเดินทางไปกรุงเทพฯ ตอนนั้นรถผ่านที่ จ.สระบุรี ผมเห็นป้ายเห็นโดดเด่นว่า "คุณภาพคน คือ คุณภาพสังคม" ถ้าเราพัฒนาคุณภาพของคน เท่ากับว่า เราพัฒนาคุณภาพสังคม เพราะสังคมดี ต้องมาจากสมาชิกหรือมูลฐานทางสังคมที่ดี นั่นเอง นี่คือพื้นฐาน

 

จากอดีตถึงปัจจุบันโครงสร้างทางสังคมมีความซับซ้อนขึ้นมากมาย ตั้งแต่อดีตกาลยุคโบราณ การอยู่ร่วมกันและความสืบเนื่องจากอารยธรรมยุคหินใหม่ ความเป็นสังคมระดับพื้นฐานโครงสร้างไม่ซับซ้อน มีนักปกครอง นักบวช ชาวบ้าน ผ่านมาจนยุคกลางของตะวันตกที่ศาสนามีอิทธิพลครอบงำ ทุกพื้นที่ ทุกอาณาบริเวณของลอร์ด ก็มีระบบพาณิชยกรรมแบบเล็กๆ เรียกว่าระบบแมเนอร์ กระจายอำนาจการปกครองเป็นส่วนๆ สังคมไม่ซับซ้อน เพราะอาณาบริเวณทางจิตใจถูกพันเกี่ยวและยึดมั่นในคริสตศาสนา ทุกสิ่งทุกอย่างแทบจะเป็นของศาสนา ตามเทวสิทธิ์ 

 

เรื่อยมาจนแนวคิดด้านมนุษยนิยมและการค้าขายเจริญรุ่งเรืองในยุึคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ สังคมเริ่มขยับขยายออกและซับซ้อนมากขึ้น เกิิดชนชั้นกลาง ที่ร่ำรวยและมั่งคั่งจากการค้าขาย ประชาชนและมนุษย์เริ่มแสวงหาความงดงามจากภายนอก 

 

พอถึงยุคเสรี เมื่อแนวคิดรัฐราชาธิปไตยเสื่อมลง ปัจเจกชนต่างมีเสรีทางความคิด

เพื่อเสรีภาพทางความคิดถูกเปิดกว้าง ไม่มีปมผูกให้เป็นหนึ่งเดียวดังเช่นยุคกลาง

"ความหลากหลาย" ก็ตามมา.. 

เสรีภาพ จึงเป็นต้นกำเนิดแห่ง "ความหลากหลายทางความคิดและภูมิปัญญา" 

จะเห็นได้จากช่วงยุคภูมิธรรมในช่วง C.18 เกิดนักคิดเสรีนิยมมากมาย อย่างมองเตสกิเออ วอลแตร์ รุสโซ จอห์น ล็อค เบคอน

 

มาถึงปัจจุบันทุกมุมโลกล้วนอยู่ภายใต้ระบบๆ หนึ่งที่เรียกว่า "เสรีนิยม ประชาธิปไตย"

เนื่องจากเรายอมรับมัน และเห็นคุณค่าในมัน เราหลุดพ้นจากพันธการแห่งอำนาจจริงหรือไม่??

จริงอยู่ที่ในยุคกรีกโบราณ "ประชาธิปไตย" ถือเป็นระบอบการปกครองที่ "เลว" 

เพราะแนวคิดที่ว่า จริงๆ มนุษย์ไม่ได้มีสติปัญญาความสามารถในการปกครองอย่างเท่าเทียมกัน

เราไม่ได้ฉลาดเหมือนกัน.. ฉะนั้นการให้มนุษย์ทุกคนมีสิทธิมีเสียงในการหย่อนบัตรเลือกตั้ง 

จึงไม่ใช่หนทางที่ชอบธรรมตามแนวคิดของอริสโตเติล..

 

สังคมที่ซับซ้อนเป็นโครงสร้างมากขึ้นเรื่อยๆ นี้ นับวันยิ่งยากที่จะเข้าใจและเข้าถึง

เสมือนกับฟรีเซลล์ ที่ไม่ยอมหยุดแบ่งตัว จะแบ่งตัวออกไปเรื่อยๆ ไม่หยุด

ฉะนั้นตั้งคำถามเล่นๆ ว่า "การเรียกร้องความเท่าเทียมในสังคม มันเป็นสิ่งที่ตลกหรือป่าว?"

เสรีภาพจะนำมาซึ่งการแสวงหาอย่างฟรี ตามสิทธิเสรีภาพที่พึงมี

คนที่ไม่แสวงหา ไม่ใช้สิทธิเสรีภาพที่พึงมีล่ะ

คนแสวงหา คนใช้เสรีภาพ ก็ยิ่งเจริญงอก ยิ่งมั่งคั่ง ยิ่งเปลี่ยนระดับฐานะทางสังคม

คนที่ไม่แสวงหา ไม่ใช้สิทธิเสรีภาพที่เพิ่งมี.. ก็ไม่เปลี่ยนแปลง

ฐานะและช่องว่าทางสังคมก็ยิ่งห่างเหินไปเรื่อยๆ แบบนี้

 

แต่คำถามหนึ่งที่น่าคิดก็คือ

"หลายๆ คนไม่ได้รับเสรีภาพอย่างเท่าเทียม" ตรงนี้แหละ!!! มัน... Foot in mouth

ทำยังไงล่ะจึงจะได้รับเสรีภาพอย่างเท่าเทียม

Comment

Comment:

Tweet