ผมว่าพวกเราเกือบทุกคน เดินตามกรอบความคิด เดินตามวิถีปฏิบัติของสังคมมา การศึกษาของเราทุกวันนี้มันไม่ทำให้พวกเราแยกแยะได้เลยว่า "ความรู้" "ทฤษฎี" และ "ความจริง" นั้นคืออะไรกันแน่ หลายคนเข้ามาเรียนในสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ ก็ยังไม่สามารถไขข้อข้องใจหลายอย่างได้เลย ชีวิตดำเนินตามครรลองที่ถูกสังคมกำหนดกรอบมาให้เดิน ว่าเราต้องอ่านเล่มไหน อ่านแล้วจะเอาไปทำอะไรได้ คนบางพวก อ่าน ศึกษาเล่าเรียน ก็เพื่อให้รู้ว่าเราได้เรียน หรือมองว่าสิ่งที่อาจารย์ ศาสตราจารย์สอนและถ่ายทอดนั้นจัดเป็นชุดความรู้ที่ "จริงแท้" แล้ว โดยไม่คิดถึงเบื้องหลังเชิงลึกหรือที่มาของความรู้นั้นเลย 

คนจะได้เกียรตินิยม บางที ก็แค่เดินตามคำบอก คำสอน และปฏิบัติตามคำแนะนำอาจารย์อย่างเคร่งครัด แต่ในขณะที่บางคนพยายามท้าทายความรู้ ความเชื่อ และทฤษฎีที่ถูกส่งผ่านมา แต่ท้ายสุดก็กลายเป็นคนที่สังคมไม่ยอมรับ 

สิ่งที่น่านำกลับไปขบคิดคือ ระบบการศึกษาของเราทุกวันนี้ ให้ความสำคัญอย่างไรกับการตรวจสอบความรู้? มิเช่นนั้น การศึกษาก็ไม่แตกต่างอะไรเลยกับสิ่งที่รัฐ สังคม หรือผู้มีอำนาจพยายามจับอ้าปากและยัดสิ่งเหล่านั้นให้กับเยาวชน ถ้าจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ "สถาบันการศึกษาเป็นเพียงสถาบันทางสังคมที่เกื้อหนุนผู้มีอำนาจในรัฐ" เรียกเป็นภาษาที่ได้รับการบัญญัติขึ้นว่า "วาทกรรม" โดยนักคิดนักปรัชญาชื่อดังยุคโพสต์โมเดิร์นอย่าง มิเชล ฟูโกต์

มาถึงจุดนี้ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ถึงนวนิยายชื่อดังก้องโลกของ George Orwell เรื่อง 1984 ที่อำนาจรัฐได้ครอบงำและกำหนดชุดความรู้ของมนุษย์เอาไว้ หรือแม้กระทั่งการสร้างระบบภาษาขึ้นมาใหม่เรียกว่า Newspeak เพื่อขีดกรอบหรือจำกัดมโนทัศน์ให้กับประชาชนในรัฐ ลบล้างคำว่า "ปฏิวัติ" ออกจากพจนานุกรมทิ้งไป และการสร้างค่านิยมให้ชื่นชมและแสดงปฏิกิริยาทางบวก ยิ้ม หัวเราะ ส่งเสียงเชียร์ การฆ่าแขวนกบฏคอประจานหน้าสาธารณชน ซึ่งถ้าหากนวนิยายของ Orwell เกิดขึ้นจริง สิ่งที่น่ากลัวอย่างหนึ่งคือ เมื่อเราเดินออกนอกลู่การคิดตามแบบแผนที่กำหนดโดยผู้มีอำนาจ เมื่อนั้นหายนะคงบังเกิด
 

ความรู้ ทฤษฎี มาจากไหน?

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนในที่นี้ว่า ผมไม่นำประเด็นถกเถียงไปสู่ "ความรู้ก่อนประสบการณ์" และ "ความรู้หลังประสบการณ์" แต่จะกล่าวถึงทฤษฎีต่าง ๆ ที่เราได้เรียนรู้มาในระบบการศึกษาทั่วไปในปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่าปฏิเสธไม่ได้เลยที่คนสมัยใหม่อย่างเราจะยอมรับและเชื่อถือว่า ความรู้และทฤษฎี มันมาจาก "ประสบการณ์" โดยเริ่มต้นจาก "การสังเกต" "การทดลอง" หรือตามกระบวนการพิสูจน์ตรวจสอบเพื่อหาความจริง ก่อนที่นักคิด นักวิทยาศาสตร์จะทำการสรุปทฤษฎีของตน เค้าก็ต้องใช้ "ระบบผัสสะ" ที่เค้ามีเพื่อพิจารณาศึกษาธรรมชาติตรงนั้น เช่น กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน กาลิเลโอ ก็ล้วนเกิดจากการทดลองซ้ำ ๆ หลาย ๆ รอบ จนแน่ใจได้ว่า ปรากฎการณ์ตรงนั้นจะเกิดซ้ำ ๆ อีก ถ้าหากกระทำการทดลองแบบเดิม และท้ายสุดก็นำมาสรุปสร้างเป็นทฤษฎีแล้ว แม้บางทีการทดลองอาจจะไม่ได้ผลเหมือนเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็อุปนัยสรุปเป็น "ความรู้" ขึ้นมา และทั้งหมดกลายเป็นแนวปฏิบัติและระเบียบแบบแผนที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและสืบต่อเนื่องมาจากจนถึงปัจจุบัน เรียกว่า ชุดความรู้หรือกระบวนทัศน์แบบวิทยาศาสตร์ แน่นอนว่า ถ้ามี "ความเชื่อ" แบบใดเกิดขึ้นมา แต่เราไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยกระบวนการที่ชอบธรรมนี้ ก็อาจกลายเป็นเพียง "ขยะความเชื่อ" ของคนสมัยใหม่

จะเห็นได้ว่า "ความรู้" หรือ "ทฤษฎี" มันอาจจะไม่ใช่ความจริง ทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อย่าลืมว่า สิ่งเหล่านี้มันมาจากกระบวนการ "พิสูจน์และหาความจริง" และไม่มีใครที่จะมาบอกได้ว่าสิ่งเหล่านี้นี้คือเรื่องจริง ได้อย่างถูกต้องแน่นอน ถ้าหากคุณไม่ใช่พระเจ้า (ถ้าหากเชื่อว่าพระเจ้าคือ Omniscience) นั่นเอง สิ่งที่คุณเรียนรู้ในทฤษฎีต่าง ๆ ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่ได้จากการหาความจริง เป็นองค์ความรู้หนึ่ง ที่จะนำทางให้คุณไขสู่ความลับของธรรมชาติได้ ดังนั้นหากข้อโต้แย้งของบุคคลที่ไม่เชื่ออะไรเลยว่าเป็นความรู้ หรือไม่มีความรู้ที่แท้จริง ก็อาจจะสรุปได้อย่างไม่ถูกต้องสักเท่าไร

 

เพราะเรายังไม่รู้จัก "ความจริง" หรือรู้ทิศทางที่แน่นอนว่า "ความจริง" อยู่ ณ จุดใดกันแน่ การศึกษาทฤษฎีต่าง ๆ ถือเป็นพื้นฐานที่จะนำคุณไปสู่การพบกับ "ความจริง" หรือพยายามใกล้เคียงกับความจริงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และถึงแม้จะเป็นความรู้ ภายใต้กรอบของ "ความน่าจะเป็น" หรือ "โอกาสที่จะเกิด" และสำหรับผู้ที่เชื่อในทฤษฎี 100% ก็คงลืมไปว่า ภายในทฤษฎีก็ยังมีความน่าจะเป็นที่จะไม่เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น หรือก็มีโอกาสที่จะไม่เป็นไปตามทฤษฎีนั้นได้

 

Reference:

1) http://en.wikipedia.org/wiki/Theory

2) http://www.philospedia.net/knowledge.html

3) Stefan Klien, TIME: A USER'S GUIDE, GMBOOKs. 2011

4) สุภางค์ จันทวานิช, ทฤษฎีสังคมวิทยา, สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2551.

5) อานันท์ กาญจนพันธุ์, คิดอย่างมิเชล ฟูโกต์ คิดอย่างวิพากษ์, สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

edit @ 3 Feb 2014 14:00:50 by Queto

Comment

Comment:

Tweet