พงษกฤต ศรีพล
ตีพิมพ์บนเฟซบุ๊คส่วนตัวเมื่อ 10 กันยายน 2013 เวลา 6:52 น.


การพิจารณาการตัดสินทางจริยศาสตร์และศีลธรรมนั้น โดยพื้นฐานแล้วต้องพิจารณาว่า "ผู้กระทำ ได้ก่อกระทำผล อันอยู่ภายใต้การควบคุม และมีอิสรภาพที่จะเลือกกระทำได้หรือไม่" แน่นอนว่า พฤติกรรมที่เกิดจากความไม่มีอิสระในการกระทำ ย่อมไม่นับว่ามีการกระทำทางจริยศาสตร์เกิดขึ้นมาจริง ๆ เนื่องจากขาดปัจจัยที่เรียกว่า "Free Will" หรือ เจตจำนงเสรี
 
หากพิจารณาการตัดสินทางจริยธรรมในแบบของ Immanuel Kant นักปรัชญาชาวเยอรมันยุคโมเดิร์น แน่นอนว่า เจตจำนงเสรีนั้น รวมถึง อิสระที่ไม่ได้มาจากแรงโน้มตามธรรมชาติ อาทิ ความปรารถนา ความเสน่หา อารมณ์ ความรู้สึก แรงกดดันจากสภาพแวดล้อม ฯลฯ 
 
แต่มายาคติแห่ง "เพศ" นั้น เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีอิสระในการเลือกที่จะกระทำได้จริงหรือไม่? ถ้าหากเรามีการตัดสินใจทางจริยศาสตร์ขึ้น โดยยึดเอาคอนเซปต์หรือม่านแห่งความคิดเรื่อง "เพศ" มาตัดสิน ถือว่าการตัดสินทางจริยศาสตร์นั้นมีคุณค่าหรือไม่? ประเด็นนี้คือคำถามที่กว้าง และชัดเจนค่อนข้างมากในปัจจุบัน เหตุการณ์หลาย ๆ อย่างทำให้ปัจเจกบุคคลในสังคมเริ่มสงสัยหรือไม่แน่ใจในสถานการณ์ว่า ตนควรจะตัดสินใจอย่างไรดี?
 
ผมเคยตอบคำถามในกระทู้เว็บไซต์ชื่อดังแห่งหนึ่ง ในประเด็นที่น่าสนใจ คือ
บนรถขนส่งสาธารณะ ผู้ชายควรลุกให้ผู้หญิงนั่งหรือไม่?

ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่อยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบทางจริยศาสตร์พอดิบพอดี ผมจึงขอยกขึ้นมากล่าว เพราะไม่ใช่เรื่องการตัดสิน "ถูก-ผิด" หรือความถูกต้องของการกระทำตามครรลองแห่งความดีงามทางศีลธรรมธรรมดา ๆ เท่านั้น แน่นอนว่า ประเด็นที่หยิบยกมาได้ก้าวเข้าสู่ "ปริมณฑลแห่งเพศ" (Sexuality)

เจ้าของกระทู้ผู้ตั้งคำถาม ได้กล่าวอ้างถึง "ความเป็นสุภาพบุรุษ" "ความเท่าเทียม" "ความเสมอภาค" ซึ่งผมขอตัดประเด็นในสองประเด็นหลังออกไป เพื่อจะได้พูดถึง "ความเป็นสุภาพบุรุษ" มีผลกระทบต่อการตัดสินทางจริยธรรมอย่างไร และรากฐานของการสร้างวัฒนธรรม "สุภาพบุรุษ" มาจากไหน?

ในอดีตหากย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคแห่งการสร้างอารยธรรม เราทราบดีครับว่า สตรีเพศ ถูก "พิจารณา" ให้เป็นบุคคลที่มีสถานภาพทางสังคมที่เหลื่อมล้ำมากพอสมควร ในกรีกโบราณ สตรีไม่มีสิทธิมีเสียงในสภาประชาธิปไตยแห่งเอเธนส์ กฎหมายและกฎเกณฑ์ของรัฐ ถูกบัญญัติโดยสภาที่เป็นชาย และนำไปมีผลบังคับใช้กับบุคคลทุกผู้ในดินแดน รวมทั้งทาส หญิงและเด็ก ในยุคกลางยุโรป นับได้ว่าเป็นยุคที่คริสตศาสนารุ่งเรือง มีการให้ความสำคัญกับสตรีเพศค่อนข้างน้อยมาก เพราะพระเจ้า (God) ไม่ได้สร้าง "เพศหญิง" ขึ้นมาโดยตรงตามคัมภีร์ไบเบิล แต่พระเจ้าสร้างอดัมส์ (Adam) ขึ้นมาก่อน ... และ 'อีฟ' ถูกสร้างจาก ติ่ง หรือกระดูกซี่โครงของเพศชายอีกทีหนึ่ง และผู้ที่นำสู่ตราบาป หรือบาปกำเนิดตามความเชื่อโบราณของคริสตศาสนา นั่นก็คือ อีฟ ผู้หูเบาเชื่อในคำพูดของอสรพิษ เป็นเหตุให้อดัมส์ต้องตกอยู่ในคำสาปตลอดมาด้วย

แน่นอนว่า ความเชื่อและเรื่องราวเหล่านี้ อาจมาจากผู้มีอำนาจในการบันทึกประวัติศาสตร์ แต่ผู้ที่สร้างขึ้นมาก็มีความโน้มเอียงไปสู่บุรุษเพศมากกว่า แม้กระทั่งมาจนถึงยุคหลัง ๆ สตรีเพศยังคงได้รับการปฏิบัติในฐานะ ผู้เป็นช้างเท้าหลัง ของครอบครัว สตรีได้รับการปลูกฝังในเรื่องการเป็นแม่ศรีเรือน การเป็นศรีภรรยาที่ดี อันเนื่องมาจากเหตุผลสำคัญข้อหนึ่ง อันเป็นเหตุผลที่ก่อให้เกิดการสร้างวัฒนธรรมความเป็นสุภาพบุรุษ แต่เราทำและยอมรับสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จนแยกไม่ออกว่า เหตุเบื้องลึกหรือเจตนารมณ์นั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

การตีความกฎหมายนั้น มีหลักการทางนิติปรัชญาที่สำคัญคือ ต้องตีความตามเจตนารมณ์ของการออกกฎหมาย กฎหมายมีเป้าประสงค์อย่างไร แต่ตีไปคนละทิศคนละทางไม่ได้ เพราะผิดเจตนารมณ์ของตัวบทกฎหมาย ศีลธรรมและจริยศาสตร์เช่นกัน ในฐานะที่เป็นอีกมาตรหนึ่งของบรรทัดฐานทางสังคม การตีความศีลธรรมและจริยธรรมนั้น ก็ต้องดูที่เจตนารมณ์ว่า ทำไม บุรุษควรปฏิบัติต่อสตรีเพศอย่างนั้นด้วย ทำไมถึงมีค่านิยมที่ปลูกฝังว่า บุรุษ ต้องลุกให้สตรีเพศ หรือ บุรุษต้องช่วยเหลือสตรีเพศ

ตามที่ผมได้กล่าวไปก่อนหน้าแล้วนั้น เราถูกกระบวนการขัดเกลาทางสังคม การปลูกฝัง ถูกระบอบมายาคติสั่งการให้เราปฏิบัติจากสู่รุ่นโดยปราศจาการคิดพิจารณาถึงสาเหตุและแก่นของปัญหา ซึ่งแท้จริงแล้ว สภาพบริบททางสังคมในอดีตและปัจจุบันมีลักษณะที่ไม่เหมือนกัน แต่จากค่านิยมในอดีตที่ได้รับการสืบทอดมาโดยกลุ่มผู้ได้ประโยชน์ ก็ยังคงรักษาผลประโยชน์ต่อไป ส่วนผู้ที่ไม่หลุดออกจากค่านิยม บุรุษเพศ แน่นอนว่า เป็นผู้ที่เป็นเพียง "ร่างกายใต้บงการ" ตามคำพูดอันโด่งดังของ Micheal Foucault นักปรัชญาโพสโมเดิร์นชาวฝรั่งเศส ที่ถูกอบรมสั่งสอนมาว่า บุรุษ จะต้องช่วยเหลือสตรี 

ผมได้พูดถึงเรื่องเจตนารมณ์เพื่อการตีความ เราต้องมองให้ลึกว่า เจตนารมณ์การสร้างวัฒนธรรมความเป็นสุภาพบุรุษนั้น มีรากเหง้ามาจาก มุมมองที่เห็นว่า สตรีเพศ เป็นเพศที่อ่อนแอ บอบบาง ต้องช่วยเหลือโดยเพศชายเสมอ เป็นบุคคลิกที่ต้อง 'depend on' ในขณะที่ค่านิยมในการสร้างและอบรมเด็กผู้ชายจะต้องมีการให้เด็กผู้ชาย แสดงความเข้มแข็ง บึกบึน เล่นกีฬา เป็นผู้นำ และที่สำคัญ การปลูกฝังว่า ต้องช่วยเหลือ ผู้หญิงเสมอ ตรงนี้เหรือเปล่า ที่เป็นกรอบ ที่เป็นรากฐานของการสร้างระบบกลไล หรือแบบแผนวัฒนธรรม ความเป็นสุภาพบุรุษ อันมีผลกระทบต่อการตัดสินใจทางจริยธรรมต่อมา.. เพราะผู้หญิงและผู้ชาย ถูกสร้างมาไม่เหมือนกัน แน่นอนว่า เมื่อเราไม่เหมือนกัน เราควรจะมีมาตรฐานทางจริยธรรมเหมือนกันและเท่าเที่ยมกันได้อย่างไร? แต่ถ้าคุณเป็นกลุ่มสตรีนิยม (Femenist) คุณคงมีข้อโต้แย้งอยู่ภายในใจ แต่สิ่งที่ผมกำลังจะพูดต่อไปคือ ประเด็นการตัดสินทางจริยศาสตร์ของนั้น ต้องอยู่ภายใต้หลักการ "มาตรฐานเดียวกัน" คุณไม่สามารถใช้มาตรฐานของคุณ ไปตัดสินคนอื่นได้ และมาตรฐานนี้คือ จริยศาสตร์แห่งความเป็นมนุษย์ เหมือน ๆ กัน แน่นอนว่า.. คุณต้องทิ้งมายาคติเรื่อง "เพศ" ออกไปจากการตัดสินการกระทำ

สมหญิง และ สมชาย จะเป็นเพียงชื่อของบุคคลตามกฎหมาย แต่ไม่ใช่ "สุภาพบุรุษ" หรือ "สุภาพสตรี" ตามการตัดสินจริยธรรมภายใต้กฎเกณฑ์ "มนุษย์" เหมือนกัน (ถ้าหากเรายอมรับว่า ทั้ง ชาย และ หญิง ก็คือ มนุษย์ เหมือนกัน)

จากคำถามข้างต้น ผู้ชาย จำเป็นต้องลุกให้ผู้หญิงนั่งเสมอ หรือไม่? แน่นอนว่า เมื่อไม่มีผู้หญิง และ ผู้ชาย แล้ว คำถามจะกลายเป็นว่า

ฉันควรลุกให้ คุณคนนั้น นั่งบนรถโดยสารสาธารณะหรือไม่?

และแน่นอน จากคำถามข้างบน เมื่อตัดบริบทและม่านมายาแห่งเพศออกไปแล้ว จะเหลือระหว่าง มนุษย์ 2 คน ที่ต้องใช้มาตรฐานทางจริยธรรมที่เค้าใช้ร่วมกันในการตัดสินกรณีนี้ และผมเชื่อว่า ศีลธรรม บอกให้เราลุกให้ "บุคคลที่อ่อนแอกว่า" ซึ่ง "เพศหญิง ไม่ใช่ผู้ที่อ่อนแอเสมอ" เราจำตีตรามโนทัศน์ความ "อ่อนแอ" ให้กับสตรีเพศไปเลยไม่ได้! แต่ความอ่อนแอนั้นมีอยู่ในมนุษย์ทุกคน

คน ๆ หนึ่งประสบอุบัติเหตุจากการตกบันได ขาพลิก เดินก็ยังลำบาก แน่นอนว่าจะยืนโหนรถไฟฟ้าไปตลอด 20-30 นาที ก็คงทรมานพอสมควร 

ถ้าเรานำเรื่องเพศเข้ามาตัดสินในกรณีนี้ "คนขาเจ็บเป็นผู้ชาย" และ "คนปกติซึ่งเป็นผู้หญิง" แน่นอนว่า.. หลาย ๆ คนต้องตอบอย่างทันทีทันใดว่า อาจต้องช่วยคนขาเจ็บที่เป็นผู้ชาย เพราะเค้าอ่อนแอ และต้องให้ความช่วยเหลือมากกว่า แต่ถ้าเราตัดเพศหญิง เพศชายออกไป แน่นอนว่า หลาย ๆ คนก็ยังคงตอบว่า ต้องช่วยคนเจ็บ แสดงว่า ในกรณีนี้ (และอีกหลายกรณี) เราจะให้ความช่วยเหลือกับบุคคลหรือมนุษย์คนหนึ่ง เมื่อเค้าอยู่ในสภาวะไม่ปกติ เดือนร้อน อ่อนแอ บาดเจ็บ หรือทุกข์ทรมาน ไม่ใช่เพราะเขาเป็น "ผู้หญิง"และผมเห็นด้วยกับกลุ่มสตรีนิยม ที่ว่า "เพศหญิง" ไม่ใช่สัญลักษณ์ แห่งความอ่อนแอ ตามความคิดแบบดั้งเดิมที่สังคมพยายามปลูกฝัง แต่เพศหญิง คือ มนุษย์ผู้หนึ่ง 

ผมว่า "ม่านมายาคติทางเพศ" ไม่ใช่แค่ตัวแปรเดียว ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเราเท่านั้น แต่ยังมีความคิด ค่านิยม อื่น ๆ อีกมาก ที่จะมีผลต่อการตัดสินใจของเรา แต่เราจะยกให้มันเป็นคุณค่าทางจริยธรรมหรือศีลธรรมได้หรือไม่ ก็ต้องดูว่า มันมาจาก Free Will ของคุณจริง ๆ หรือเปล่า?

ท้ายสุดผมมี Quote ที่น่าสนใจสำหรับกลุ่มสตรีนิยม ที่ออกมาเรียกร้องความเสมอภาค ซึ่งแม้ผมจะเป็นผู้ชาย แต่ผมต้องยอมรับว่า ผู้หญิง ก็คือมนุษย์คนหนึ่ง เช่นเดียวกัน ดังนั้น เราจึงควรยืนอยู่บนมาตรฐานการตัดสินเดียวกัน

Are women human?
สตรี คือ มนุษย์ ไหม? คือใช่ ก็ควรใช้เกณฑ์จริยธรรมของมนุษย์ในการตัดสินไม่ใช่หรือ? 

"Feminism is the radical notion that women are people."
Charls Kramarae and Puala Treichler 

"Men are taught to apologize for their weaknesses, women for their strengths."
Lois Wyse 

                เรื่องเพศและการสืบพันธุ์ ถือเป็นลักษณะทางธรรมชาติของมนุษย์ หรือเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่งของมนุษย์เลยก็ว่าได้ จะเห็นได้จากนักจิตวิทยาสาขา Humanism อย่าง Abraham Maslow ได้จัดลำดับชั้นความต้องการของมนุษย์ไว้ 5 ชั้น หรือที่เรารู้จักกันโดยทั่วไปว่า Maslow’s Hierarchy of Needs โดยเขาได้จัด “ความต้องการด้านการสืบพันธุ์ หรือความต้องการทางเพศ” ของมนุษย์ไว้ในลำดับขั้นแรก ซึ่งเป็นขั้นที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับมนุษย์ 

Maslow's needs hierarchy

                ฝ่ายที่มีการเรียกร้องให้มีการแก้กฎหมายการค้าบริการทางเพศของโสเภณีในประเทศไทย คงตระหนักแค่เพียงว่า เรื่องเพศ เป็นเรื่องธรรมชาติสำหรับมนุษย์ เป็นสิ่งที่ไม่แปลก และคงเห็นว่าสังคมกีดกันเรื่องเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง จริงๆ แล้วการค้าบริการทางเพศ เป็นการทำการตลาดบนความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ โดยมีมนุษย์เป็น Products and Services หากมีการเปิดการค้าบริการทางเพศอย่างเสรี อาจนำมาซึ่งการเติบโตของเม็ดเงินภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จนนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ

                ผมคิดว่าฝ่ายที่เรียกร้อง คงละเลยลักษณะบางอย่างที่มีนัยยะสำคัญอย่างยิ่งยวดไป หากเราพิจารณาว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติสำหรับมนุษย์ เป็นเรื่องธรรมดาๆ ผมก็เห็นด้วย เพราะว่าคุณคิดถูก แต่คุณลืมไปว่า นั่นคือธรรมชาติของมนุษย์ในมุมมองของ “สิ่งมีชีวิต” ตัวหนึ่งเท่านั้น... อะไรคือสิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น อะไรทำให้เราแตกต่างจากสัตว์ แตกต่างจากฝูงหมาป่า แตกต่างจากบรรดาสัตว์เดียรัจฉานทั้งหลาย? มันคือ “ศีลธรรม” และ “วัฒนธรรม” มิใช่หรือ

หากเราคิดเพียงว่า การค้าบริการเป็นเรื่องธรรมชาติ เราก็คงจะไม่แตกต่างอะไรจากสัตว์ทั่วไป แต่เสียหน่อยเดียว.. สำหรับเราการสืบพันธุ์แบบนี้ ต้องเสียเงินด้วย.. แต่ของสัตว์นั้นได้ฟรี ๆ ไม่มีเรื่องระบบทุนนิยมหรือบริโภคนิยมมาแทรกซึมให้ต้องปวดหัว

                ศีลธรรมและวัฒนธรรม เป็นความสามารถที่มีอยู่เฉพาะสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “มนุษย์” เท่านั้น เนื่องจากมีความเชื่อกันอย่างกว้างขวางและเป็นที่ยอมรับกันโดนทั่วไปว่ามนุษย์เท่านั้นที่สามารถเรียนรู้ และตัดสินความดี ความชั่วได้ มนุษย์มีมโนธรรมสำนึกว่าสิ่งใดจะเป็นผลดี และผลเสีียย ตอนนี้ผมยังไม่ได้บอกว่า “การค้าบริการทางเพศสำหรับโสเภณี” เป็นสิ่งที่ดีหรือชั่ว แต่อย่างหนึ่งที่เราควรคำนึงถึงก็คือ “ปัญหาที่เกิดขึ้น” จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราเปลี่ยนกฎหมาย ยอมให้มีการค้าบริการทางเพศเป็นสิ่งเสรี? ถ้ามองในแค่เฉพาะปัจจุบัน แม้ว่าการค้าบริการทางเพศจะเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย เป็นสิ่งที่ห้ามกระทำ แต่กระนั้นก็ยังมีการค้าบริการอย่างแพร่หลาย และความเสื่อมโทรมของสังคมก็มีอยู่ดาษดื่น เช่น ปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคเอดส์ ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาการค้ามนุษย์ การเกิดขึ้นของบรรดาพ่อเล้าแม่เล้า กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางสังคม ปัญหาความรุนแรงในเด็ก และอีกมากมายนับไม่ถ้วนที่เรายังเห็นได้ และคงจะเป็นการคิดสั้นหรือจุดฉนวนระเบิดเวลา ถ้าหากยอมให้เกิดการค้าเสรีทางเพศขึ้นมา ปัญหาเหล่านี้ก็คงจะรุนแรงขึ้น บางทีคุณอาจจะไม่เห็นด้วยกับผม เพราะบางประเทศที่มีการค้าบริการทางเพศอย่างเสรี ก็มีการควบคุมโรคติดต่ออย่างเข้มงวด มีการจัดโซน จัดระเบียบบรรดาโสเภณี และผมคิดว่าจริงอยู่ที่ปัญหาเหล่านี้สามารถควบคุมได้หากได้รับการร่วมมือจากบรรดาผู้ค้าบริการและบรรดาผู้ใช้บริการทั้งหลาย แต่ปัญหาอย่างอื่นละครับ? คุณจัดการได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม หากโสเภณีได้กลายเป็น "อาชีพให้ความสุข" แล้ว มีระบบบริหารจัดการ การตรวจสอบ มีการยินยอมตามเจตจำนงค์ในตัวของโสเภณีเอง มีการควบคุมทางกฎหมายอย่างรัดกุมแล้ว (ไม่ใช่ "เสรี") และที่สำคัญ หากสังคมเปิดและให้การยอมรับ ผมก็คงไปขัดขวางอะไรไม่ได้

ภาพ: โซนการค้าบริการทางเพศในเมืองอัมสเตอร์ดัม

                แล้วสังคมเราตอนนี้พร้อมหรือยังสำหรับการเปิด "โสเภณีเสรี" ? (โดยไม่มีกฎหมายควบคุม) หากคุณมองเพียงว่า คนที่ทำอาชีพนี้มีรายได้สูง จึงล่อใจให้คนจำนวนมากอยากเข้ามาทำ เป็นอาชีพที่ไม่มีโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาที่ไหนเปิดสอน (หรืออาจจะมีก็ได้?) เป็นอาชีพที่ไม่ต้องมานั่งท่องตำรับตำราเตรียมสอบ ก็สามารถได้รับรายได้อย่างงาม เพียงมอบคุณสุขให้ผู้ใช้บริการไม่กี่ชั่วโมง  ถ้าหากการขายบริการเป็นอาชีพเสรีอาชีพหนึ่งแล้ว อนาคตเด็กไทยคงอยากจะเป็นโสเภณีกันมากมาย? หรืออาจได้ยินคำตอบจากเด็กว่า “โตขึ้นหนูอยากเป็นโสเภณีค่ะ”  เพราะถือเป็นอาชีพหนึ่งที่ไม่ต้องเรียน แต่อาจได้รายได้เยอะกว่าข้าราชการระดับสูงเสียอีก ที่อุตส่าห์นั่งเรียนมาหลายสิบปี

                จากที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเราจะพบความฉลาดล้ำเลิศในฐานะผู้ทรงภูมิปัญญาของมนุษย์ และระบบของศีลธรรม ที่คำนึงถึงฉนวนหรือเหตุแห่งความเสื่อมโทรมได้ว่า “การค้าประเวณี” คือต้นเหตุแห่งปัญหาอื่น ๆ ที่จะตามมา ดังนั้นศีลธรรมและกฎหมายอาญาจึงเสมือนเครื่องมือยับยั้งพฤติกรรมอันเสื่อมโทรมที่ล่อแหลมต่อโครงสร้างทางสังคม หากไร้ซึ่งกฎหมายที่ควบคุมการค้าประเวณีแล้วไซร้ แม้ว่าจะมีบรรทัดฐานอื่นเข้ามาควบคุมดูแลตรงนี้ แต่ก็เป็นบรรทัดฐานที่ยากต่อการตรวจสอบและเอาผิดผู้ที่ก่ออาชญากรรมเกี่ยวกับการค้าประเวณี การมีกฎหมายเข้าควบคุมการค้าประเวณี จึงเป็นอีกบรรทัดฐานที่จะมาช่วยตอกย้ำความมั่นคงของรัฐ สวัสดิภาพของสังคม แต่อย่างไรก็ตามในตัวบทกฎหมายก็ต้องมีการพิจารณาถึงคอนเซปต์ระหว่างเสรีภาพและผลประโยชน์ของรัฐพร้อม ๆ กัน

edit @ 3 Feb 2014 17:01:07 by Queto

เป็นที่น่าจับตามองเกือบทุกปี หลังจากที่ “นักเรียน” ได้ทุ่มเทใช้ความพยายามจนสามารถสอบเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาได้ ทุกๆ สถาบันก็จะมีกิจกรรมเพื่อสร้างความสนิทสนมกลมเกลียว และหล่อหลอมนักเรียนจากที่ต่างๆ ให้เป็น “นิสิต หรือ นักศึกษา” ตามค่านิยมและระบบประเพณีของแต่ละสถาบัน ซึ่งในหลายๆ ปีมานี้ ข่าวคราวของการรับน้องที่รุนแรงปรากฏให้เห็นชัดเจน บางที่ก็มีเหตุการณ์ที่น่าสลดใจเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากกิจกรรมการรับน้องที่เกินขอบเขต ทำให้เราต้องหันมาถกเถียง และหันมาพิจารณาประเด็นการรับน้องใหม่ของสถาบันการศึกษาที่ทำอย่างไรจึงจะแก้ไขหรือควบคุมระบบประเพณีเหล่านั้นไว้ได้

ประเด็นที่สำคัญประเด็นหนึ่งก็คือ “ระบบคุณค่า” และ “ระบบประเพณี” ที่ถือสังคมยอมรับและปฏิบัติกันมายาวนาน หรือเป็นสิ่งที่คนในสังคมเห็นชอบร่วมกัน และหากเรากระทำตัวที่ผิดแผกแตกต่างจากกระแสประเพณี เป็นที่แน่นอนเลยว่า คุณกำลังวางตัวในแนวขวางกระแสสังคมอยู่ ผลที่ได้รับอาจทำให้คุณต้องถูกปฏิเสธจากสังคมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง คล้ายกับลักษณะของปทัสถานทางสังคมที่เราต้องปฏิบัติตาม นอกจากนี้ยังพบว่าสถานศึกษาบางแห่งมีการสร้างกฎหมู่ ที่เหนือกฎหมายขึ้นมา เพื่อเป็นข้อปฏิบัติระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้อง โดยลืมไปว่าตนเองอาจกระทำสิ่งที่เกินขอบเขตข้อตกลงของ “รัฐ” แต่บางแห่งก็ยอมรักษากฎหมู่เพื่อให้เกิดการยอมรับในกลุ่มของตน ซึ่งนี่เองเป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่บ่งบอกว่า “ปัญญาชนของรัฐ” กำลังคิดอะไรกันแน่?

จริงๆ แล้วนั้นมีนักปราชญ์สมัยกรีกโบราณเคยกล่าวไว้ว่า “ชีวิตของมนุษย์ส่วนใหญ่มีรากฐานอยู่บนขนบประเพณี โดยทั่วไปแล้วหมายถึงแนวโน้มของมนุษย์ที่จะยอมรับว่าสิ่งที่ดี คือสิ่งที่สอดคล้องกับขนบธรรมเนียมประเพณีทีได้ปฏิบัติกันต่อมาเป็นระยะเวลานาน” และนี่คือจุดสำคัญที่ทำให้นักคิดในสมัยนั้นอย่าง “โสเกรตีส” ถูกพิพากษาประหารชีวิตอันเนื่องมาจากการดำเนินตนขัดกับระบบประเพณีดั้งเดิมในเรื่องการนับถือเทพเจ้าและอื่นๆ เนื่องมาจากมนุษย์ยังคิดว่า “ขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นสิ่งที่สำคัญกว่า เหตุและผล” หากเราคิดต่าง เราก็ผิด และถูกกำจัด

แท้จริงแล้วประเด็นสำคัญอยู่ที่การปฏิรูประบบคุณค่าของสถานศึกษา เพราะสถานศึกษาคือแหล่งปัญญาความรู้ ที่นิสิตนักศึกษาต้องยืนอยู่บนหลักแห่งเหตุและผล ต้องเข้าใจวิธีคิดเชิงตรรกะอย่างถูกต้อง ในฐานะที่เป็นปัญญาชน ดังนั้นกิจกรรมการรับน้องใหม่ก็ควรดำเนินตามแบบแผนที่อาศัยวิธีคิดแบบเหตุผลมาเกี่ยวข้อง ว่าเพราะเหตุใดเราจึงต้องมีกิจกรรมห้องเชียร์? หรือ เพราะเหตุใดน้องๆ จึงต้องเคารพรุ่นพี่? ถ้าหากคำตอบที่ออกมา คือ “ประเพณีที่เราทำสืบทอดต่อกันมา” นั่นก็คือคำตอบขาดวิธีคิดเชิงตรรกะ ซึ่งคือผลเสียที่จะทำให้อนาคตของชาติยังคงติดร่างแหกับระบบประเพณีที่ผิดๆ กิจกรรมการรับน้องใหม่ ควรเป็นกิจกรรมที่แสดงว่าสถาบันการศึกษานั้นๆ เป็นสถาบันที่สอนการคิดเชิงเหตุผลได้ ซึ่งถ้าหากสถาบันการศึกษายังคงรักษาประเพณีดั้งเดิมโดยปราศจากการคิดเชิงเหตุผล นั่นเป็นเครื่องหมายที่แสดงให้ทราบว่า สถาบันการศึกษานั้นๆ ไม่ได้สอนให้มนุษย์พัฒนาตนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้เลย

จากที่กล่าวมาข้างต้น กิจกรรมรับน้องยังคงดำเนินต่อไปได้เพื่อรักษาระบบคุณค่าของมหาวิทยาลัยเอาไว้ โดยยึดพื้นฐานของเหตุผล เริ่มจากการตั้งคำถามว่ากิจกรรมที่มีอยู่ทั้งหมด เราจัดกิจกรรมเหล่านี้เพื่ออะไร? บางกิจกรรมควรตัดออกไปหรือไม่ หรือควรปรับปรุงรูปแบบใดๆ เพิ่มเติมหรือเปล่า? เรื่องเหล่านี้นิสิตนักศึกษาต้องร่วมกันหารือกับผู้บริหารสถานศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วน และที่สำคัญควรป้องกันการสร้างกฎหมู่ในสถานศึกษา หรือป้องกันค่านิยมที่ผิด โดยการประกาศเป็นกฎของมหาวิทยาลัย หรือเจ้าหน้ารัฐควรเข้ามาควบคุมเรื่องเหล่านี้ด้วย เพราะบางทีกฎหมู่ เป็นภัยอันร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติ ที่จะถูกปลูกฝังไปยังเยาวชนรุ่นต่อๆ ไป